12 จำนวนผู้เข้าชม |
หาก "แกงแคไก่เมือง" คือรสชาติที่เข้มข้นของผืนป่าน่าน ‘ขนมอีตู’ ก็คงเปรียบได้กับตัวแทนของน้ำจิตน้ำใจที่แสดงถึงความผูกพันของคนในชุมชน ท่ามกลางบรรยากาศงานหกเป็งปี 2569 ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง เสียงกระทะที่เสียดสีกับพายไม้ และกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำตาลปึกที่เคี่ยวจนได้ที่ คือสัญญาณเริ่มต้นของการประกวดที่วัดกันด้วย ‘ความอดทน’ และ ‘ความเป็นหนึ่งเดียว’
สำหรับคนเมืองน่าน ขนมอีตู (หรือข้าวเหนียวแดง) ไม่ใช่แค่ขนมหวานล้างปาก แต่มันคือ "ขนมมงคล" ที่มาพร้อมกับนิยามของความสามัคคี ด้วยกระบวนการทำที่ต้องใช้แรงมหาศาลในการ ‘กวน’ ข้าวเหนียวกับกะทิและน้ำตาลในกระทะใบบัวจนกว่าจะเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้ภาพที่เห็นหลังเตาไฟมักเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมือพายกันอย่างแข็งขันเสมอ
ในการประกวดที่จัดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ลานกิจกรรมวัดพระธาตุแช่แห้งถูกเปลี่ยนเป็นห้องเครื่องขนาดใหญ่ เราเห็นแม่ครูและช่างทำขนมจากอำเภอต่าง ๆ มานั่งล้อมวงเตรียมงานหัตถศิลป์ที่กินได้ การพับใบตอง ทุกคนขะมักเขม้นเย็บกระทงและจัดวางใบตองลงบนโตกอย่างประณีต เพื่อใช้เป็นภาชนะรองรับขนมสีแดงเข้มที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ การคัดสรรวัตถุดิบ หัวใจของขนมอีตูคือความหวานมันของกะทิและความหอมจากน้ำตาลปึกแท้ ๆ ข้าวเหนียวที่นึ่งมาอย่างดีต้องถูกเคี่ยวจนขึ้นเงาสวย ไม่แฉะ และให้เนื้อสัมผัสที่หนึบหนับพอดีคำ
บรรยากาศช่วงการตัดสินเป็นไปอย่างเข้มข้น คณะกรรมการไม่ได้มองเพียงแค่รสชาติที่กลมกล่อมเท่านั้น แต่ยังมองลึกไปถึงความสวยงามแบบพื้นเมือง ทั้งการโรยงาคั่วที่ช่วยเพิ่มมิติของกลิ่น และสีสันของข้าวเหนียวที่ต้องเป็นสีแดงสวยสม่ำเสมอ
ภาพเหล่าสล่ารุ่นใหม่ที่ตั้งใจฟังคำแนะนำจากผู้สูงอายุหน้ากระทะกวน คือภาพที่ยืนยันว่าภูมิปัญญานี้จะไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา การประกวดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การหาผู้ชนะที่ทำขนมได้อร่อยที่สุด แต่คือการทำให้มั่นใจว่ารสชาติแห่งความสามัคคีของน่านจะยังคงถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้ลิ้มรสต่อไป
เมื่อบทเพลงจากเวทีประกวดจบลง และควันไฟจางหายไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในจานใบตองไม่ใช่เพียงความหวาน แต่คือหยาดเหงื่อและความภูมิใจที่คนน่านตั้งใจมอบให้แด่พระธาตุแช่แห้งและแขกผู้มาเยือนทุกคนในเทศกาลหกเป็งปีนี้